Logo
           
-สมัครสมาชิก-
           
-เข้าสู่ระบบ-
           
-ติดต่อเรา-

UFA r2 เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ สำคัญกับ ลิเวอร์พูล ชุดทวงคืนความยิ่งใหญ่มากแค่ไหนคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ ในวัย 21 ปี เขาถูกยกย่องว่าเป็นแบ็คขวาระดับโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

 

UFA r2  จากนักเตะสเกาเซอร์พันธุ์แท้ที่เติบโตในฐานะแฟนบอล สู่นักเตะจากระบบอคาเดมีของสโมสรอย่างเขา กำลังจะท้าทายโลกฟุตบอลแบบทุนนิยมเต็มรูปแบบ เทรนท์ กำลังเป็นตัวอย่างที่ทำให้รู้ว่า เงินซื้อบางสิ่งไม่ได้” และทำไม การสร้างนักเตะที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของสโมสรจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีวันตกยุค” 

มองโลกฟุตบอลยุคปัจจุบันกับการเติบโตที่ยั่งยืนโดยระบบอคาเดมี ผ่านเส้นทางความสำเร็จของ เทรนท์ พร้อมกันที่นี่ 

คุณภาพสามารถซื้อได้ แต่สายเลือดนั้นต้องสร้างเอง 

ฟุตบอลยุคนี้หลุดกรอบคำว่ากีฬาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันหมุนไปตามโลกทุนนิยมอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากเรื่องชัยชนะและความสำเร็จ ทุกสโมสรยังต้องคำนึงถึงรายรับ-รายจ่าย การวางแผนทางการเงิน การสร้างและขยายฐานแฟนคลับ รวมถึงอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม การที่จะทำให้สโมสรเติบโตทางภาพลักษณ์ให้ดีที่สุดนั้น ก็ต้องย้อนกลับไปที่เรื่องที่สำคัญที่สุด นั่นคือการสร้างผลงานให้ดี เพื่อให้สิ่งอื่นๆ ตามหลังเข้ามาตามกระบวนการ และแน่นอน ผลงานจะดีได้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพนักเตะเป็นสิ่งสำคัญ 

ดังนั้นไม่มีสโมสรระดับโลกสโมสรใดกล้าปฏิเสธได้ว่า พวกเขาใช้เงินเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสำเร็จ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือราคาค่างวดของนักเตะระดับโลกทุกวันนี้ โจนทะยานไปไกลถึงขั้นที่ว่าสามารถซื้อทีมเล็กถึงทีมระดับกลางๆ ได้สบายๆ และผลงานของพวกเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่สามารถใช้คำว่า “ทำได้ตามเป้าหมาย”

 พาทีมสู่ความสำเร็จ หรือไม่ก็กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น สมกับค่าตัวที่จ่ายไป

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายจากเรอัล มาดริด ไป ยูเวนตุส ในปี 2018 ด้วยค่าตัว 80 ล้านยูโร แต่สิ่งที่ยูเวนตุสได้ นอกจากการรักษาแชมป์ลีกแล้ว พวกเขายังได้เงินจากค่าตั๋ว, การขายเสื้อแข่งที่ยอดพุ่งสูงไปกว่า 5 แสนตัวภายในคืนเดียว รวมไปถึงการดึงดูดผู้สนับสนุนได้มากขึ้นถึง 60% นี่คือตัวอย่างชัดเจนที่สุดที่สามารถบอกสิ่งที่เป็นไปของฟุตบอลยุคนี้ และยืนยันว่า “คุณภาพสามารถใช้เงินซื้อได้” 

ส่งต่อความยิ่งใหญ่

การเป็นนักเตะท้องถิ้นที่ได้ลงเล่นและเป็นกำลังหลักของทีมใหญ่นั้น มักจะมี พลัง แห่งการเชื่อมต่อแฟนๆ ที่ชัดเจนกว่านักแตะคนอื่นเพราะเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นมาและทีมวิ่งชนความสำเร็จในฐานะเลือดเนื้อเชื้อไขของสโมสร พวกเขาเหล่านั้นจะส่งต่อแรงบันดาลใจไปถึงนักเตะเยาวชนรุ่นหลังที่กำลังมองเขาอยู่ในฐานะไอดอล

ซึ่งเรื่องนี้ เทรนท์ เองก็เคยผ่านมาก่อน สายตาของเขาเคยจับจ้อง สตีเว่น เจอร์ราร์ด และหวังว่าสักวันหนึ่ง เขาจะเดินตามรอยของกัปตันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ลิเวอร์พูล ให้ได้

ผมมองตัวเองย้อนกลับไปในช่วงที่ได้แต่เฝ้ามอง สตีเว่น เจอร์ราร์ด เป็นไอดอล ทุกสัปดาห์ผมจะดูเขาสวมปลอกแขนกัปตันทีมและนึกภาพในหัวว่าสักวันผมจะเป็นแบบนั้น และหากวันใดมาถึง มันคงจะมีความหมายกับผมอย่างมากเลยล่ะ เทรนท์ กล่าว 

ตอนนี้ เทรนท์ กำลังเดินตามรอยเท้าของ เจอร์ราร์ด อยู่ และเขารู้ดีว่าความรับผิดชอบของการเป็นตัวอย่างนักเตะท้องถิ่นนั้นเป็นเช่นไร ทำงานหนักเข้าไว้ อ่อนน้อมถ่อมตัวให้มาก เข้าถึงแฟนๆ ให้เหมือนกับตอนที่เขายังเป็นเด็กและเคยมีความรู้สึกนั้น

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมีความเสี่ยง นักเตะระดับสตาร์มักจะมาพร้อมกับอีโก้ พวกเขามีความคิดเป็นของตัวเองโดยธรรมชาติจากการที่เขาได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษ ดังนั้นสิ่งที่ตามมาจากการมีสตาร์ในทีมมากๆ หลายรายคือ มักจะมีการกระด้างกระเดื่อง

วางตัวใหญ่คับทีมเกิดขึ้น หากไม่สามารถคุมพวกเขาให้อยู่ในกรอบได้ 

เมื่อเป็นเช่นนั้น มันจึงมีนักเตะอีกประเภทหนึ่งซึ่งตรงกันข้ามกับเหล่าสตาร์ที่ควบคุมยาก พวกเขาไม่ใช่นักเตะสำเร็จรูปที่สามารถลงสนาม และคุณสามารถการันตีได้ว่าพวกเขาจะเก่งกาจเกินใคร แต่พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นนักเตะที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อสโมสร เพื่อผู้จัดการทีม และเพื่อทุกๆ คนที่ให้โอกาสเขา นักเตะกลุ่มนี้เราเรียกว่า “ลูกหม้อ”

หรือนักเตะท้องถิ่นที่เติบโตมากับการเป็นนักเตะในอคาเดมีของสโมสรนั่นเอง

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ นักเตะลูกหม้อนั้นเปรียบเหมือนสายเลือดของสโมสร พวกเขาเติบโตจากการเป็นแฟนบอลของทีม เข้าสู่ทีมอคาเดมีจากรุ่นสู่รุ่น และในช่วงเวลาแห่งการบ่มเพาะตั้งแต่เด็กจนโต จึงเหมือนการถูกปลูกฝังด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น การสั่งสอนในแบบที่ตรงเป๊ะตามปรัชญาของสโมสร พวกเขาจะทำในสิ่งที่สตาร์ไม่สามารถให้ได้

นั่นคือการพยายามและมุ่งมั่นแบบไร้ขีดจำกัด เพื่อทำให้สโมสรที่ดูแลพวกเขามาทั้งชีวิตกลายเป็นทีมที่ประสบความเร็จ เพราะนั่นคือความฝันของพวกเขาอย่างแท้จริง

นักสู้โดยธรรมชาติ 

หากย้อนกลับไปในวันที่ เทรนท์ โดนจับตามองและชื่อปรากฎต่อสื่อมากที่สุด คือ เกมแดงเดือดระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในปี 2018 มันคือช่วงเวลาที่ เทรนท์ ได้โอกาสในตำแหน่งที่เขาต้องการ แต่ในวันนั้น ลิเวอร์พูล เป็นผู้แพ้เขาถูกนักเตะรุ่นพี่ที่เป็น

ลูกหม้อของทีมปีศาจแดงอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด เล่นงานจนหลักหัก หลอกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้ แรชฟอร์ด ยิงได้ 2 ประตู และส่งให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะไป 2-0 หลังจบเกมนั้น เทรนท์ โดนประเมินว่าเป็นดาวรุ่งที่ยังอ่อนชั้นเกินไปสำหรับเกมใหญ่

ผมมองตัวเองย้อนกลับไปในช่วงที่ได้แต่เฝ้ามอง สตีเว่น เจอร์ราร์ด เป็นไอดอล ทุกสัปดาห์ผมจะดูเขาสวมปลอกแขนกัปตันทีมและนึกภาพในหัวว่าสักวันผมจะเป็นแบบนั้น และหากวันใดม 

ตอนนี้ เทรนท์ กำลังเดินตามรอยเท้าของ เจอร์ราร์ด อยู่ และเขารู้ดีว่าความรับผิดชอบของการเป็นตัวอย่างนักเตะท้องถิ่นนั้นเป็นเช่นไร ทำงานหนักเข้าไว้ อ่อนน้อมถ่อมตัวให้มาก เข้าถึงแฟนๆ ให้เหมือนกับตอนที่เขายังเป็นเด็กและเคยมีความรู้สึกนั้น 

ทุกวันนี้ผมออกไปข้างนอกและได้รับการยอมรับจากหลายคน ทุกคนรู้ว่าผมเป็นใครเมื่อผมเดินเข้าไปในร้านอาหาร แต่ทั้งหมดไม่เคยเปลี่ยนผมไป ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่อะไรแบบนั้น ผมแค่ปล่อยทุกอย่างให้ผ่านหัวสมองไป อ่อนน้อมถ่อมตนให้มากเข้าไว้ เอาเท้าให้ติดพื้น

นั่นคือแนวคิดที่สำคัญกับผมมาก ผู้คนรอบตัวพยายามทำให้ผมไม่เหลิงจนเกินไป พวกเขาพยายามจะบอกผมว่าคิดให้มากๆ เข้าก่อนจะทำอะไร” เทรนท์ กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อชื่อเสียงเข้ามา และสำหรับเขายืนยันว่า “เขายังเป็นคนเดิม”

 

“เกมนั้น มันเป็นการเรียนรู้ครั้งสำคัญของผมเลย ผมรู้สึกไม่ชอบเหตุการณ์นั้น ในฐานะนักเตะของลิเวอร์พูล ผมคิดว่ามันคือเกมที่เลวร้ายที่สุดของซีซั่นเลย แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องเรียนรู้จากมัน”

เราขอขีดเส้นใต้ในคำว่า “ฐานะนักเตะของลิเวอร์พูล” ของ เทรนท์ ที่ให้สัมภาษณ์ในวันนั้น ซึ่งคำนี้เองที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกอยากลบล้างความผิดหวังที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากโค้ชที่ให้โอกาสเขาอย่าง คล็อปป์ หรือแม้แต่แฟนๆ ที่เอาใจช่วยเขาในฐานะนักเตะท้องถิ่น และสิ่งที่จะลบล้างฝันร้ายได้

คือการกลับไปทำงานหนักยิ่งกว่าเดิม สู้เพื่อทวงโอกาสของตัวเองคืนมา

“ผมรู้ดีว่าผมยังห่างไกล และยังไม่สามารถทำได้ถึงขีดจำกัดของตัวเอง ดังนั้นผมจึงต้องกลับไปทำงานอย่างหนักในทุกเรื่อง ผมต้องแน่ใจว่าตัวเองได้กินอาหารที่ถูกต้อง และถ้าคุณมีเพื่อนและสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องอยู่รอบตัวคุณ คุณจะเข้าใจเองว่าทำไมคุณ

จึงต้องเสียสละตัวเอง เพราะมันคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ” เทรนท์ กล่าว 

สิ่งแวดล้อมรอบตัวหล่อหลอมให้เขาไม่ยอมแพ้ หลังจากความผิดพลาดครั้งนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม คล็อปป์ ยังคงไว้ใจและให้โอกาส เทรนท์ บ้าง จนกระทั่งเขาแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากวันที่น่าผิดหวังเมื่อซีซั่นก่อน … ปรีซีซั่นฤดูกาล 2018-19 คือช่วงที่ทุกอย่างเริ่มชัดเจน

เขาจะกลายเป็นแบ็คขวาตัวหลักของ ลิเวอร์พูล เขาเบียด โจ โกเมซ และ นาธาเนียล ไคลน์ ในตำแหน่งเดียวกัน ชนะใจ เยอร์เก้น คล็อปป์ และจากนั้นเขาก็ไม่เคยเสียตำแหน่งแบ็คขวาให้กับใครอีกเลย 

“ผมทำเรื่องผิดพลาดมากมาย แต่ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของเกม และตราบใดที่คุณเรียนรู้จากเรื่องเหล่านี้ หลังจากนั้นมันจะเปลี่ยนเป็นเรื่องที่ดี ถ้าคุณไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด นั่นจะกลายเป็นเรื่องผิดพลาดที่เลวร้ายอย่างที่สุด” เทรนท์ ที่เบ่งบานในฐานะแบ็คขวาที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก

กล่าวถึงแรงผลักดันจากความผิดพลาดที่ทำให้เขามีทุกวันนี้ 

ส่งต่อความยิ่งใหญ่

การเป็นนักเตะท้องถิ้นที่ได้ลงเล่นและเป็นกำลังหลักของทีมใหญ่นั้น มักจะมี พลัง แห่งการเชื่อมต่อแฟนๆ ที่ชัดเจนกว่านักแตะคนอื่นเพราะเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นมาและทีมวิ่งชนความสำเร็จในฐานะเลือดเนื้อเชื้อไขของสโมสร พวกเขาเหล่านั้นจะส่งต่อแรงบันดาลใจไปถึงนักเตะเยาวชนรุ่นหลังที่กำลังมองเขาอยู่ในฐานะไอดอล

ซึ่งเรื่องนี้ เทรนท์ เองก็เคยผ่านมาก่อน สายตาของเขาเคยจับจ้อง สตีเว่น เจอร์ราร์ด และหวังว่าสักวันหนึ่ง เขาจะเดินตามรอยของกัปตันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ลิเวอร์พูล ให้ได้

“ผมมองตัวเองย้อนกลับไปในช่วงที่ได้แต่เฝ้ามอง สตีเว่น เจอร์ราร์ด เป็นไอดอล ทุกสัปดาห์ผมจะดูเขาสวมปลอกแขนกัปตันทีมและนึกภาพในหัวว่าสักวันผมจะเป็นแบบนั้น และหากวันใดมาถึง มันคงจะมีความหมายกับผมอย่างมากเลยล่ะ เทรนท์ กล่าว 

ตอนนี้ เทรนท์ กำลังเดินตามรอยเท้าของ เจอร์ราร์ด อยู่ และเขารู้ดีว่าความรับผิดชอบของการเป็นตัวอย่างนักเตะท้องถิ่นนั้นเป็นเช่นไร ทำงานหนักเข้าไว้ อ่อนน้อมถ่อมตัวให้มาก เข้าถึงแฟนๆ ให้เหมือนกับตอนที่เขายังเป็นเด็กและเคยมีความรู้สึกนั้น

 

145
ข่าวสารล่าสุด