Logo
           
-สมัครสมาชิก-
           
-เข้าสู่ระบบ-
           
-ติดต่อเรา-

เอริคเซ่น

เอริคเซ่น กองกลางคนใหม่ของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมายอมรับว่าเขาไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะได้ย้ายมาเล่นกับทีม และมันเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับชีวิตนักเตะของเขากองกลางวัย 30 ปี เซ็นสัญญาถึงกลางปี 2025 กับทีมใหม่ของเขา หลังจากมี 6 เดือนกับ เบรนท์ฟอร์ด

ที่ทำให้โลกฟุตบอลเห็นว่าเขาสามารถกลับมาลงเล่นฟุตบอลต่อไปได้  2020 ในช่วงกลางปี 2021 ที่ผ่านมาซึ่งสุดท้ายเขาได้รับข้อเสนอจากหลายสโมสร แต่สุดท้ายเขาก็เลือกย้ายมาเล่นในโอลด์ แทรฟฟอร์ด “มันเป็นอะไรที่ใหม่มาก และก็เป็นเรื่องประหลาดใจด้วย ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในการเป็นนักเตะของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

มันเป็นอะไรที่พิเศษมาก เพราะก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในช่วงยูโร 2020 ในแผนชีวิตการเล่นฟุตบอลของผม ไม่มีความคิดในเรื่องการกลับมาเล่นฟุตบอลในอังกฤษเลย หลังเลือกย้ายไปเล่นฟุตบอลในอิตาลี”“มันเป็นความรู้สึกที่ดี และผมดีใจที่ย้ายมาที่นี่ ผมได้คุยกับผู้จัดการทีม และได้คุยเกี่ยวกับแนวคิดการทำงานของเขา มันยอดเยี่ยม และเป็นเหตุให้ผมตัดสินใจย้ายมาที่นี่” ดาวเตะทีมชาติเดนมาร์ก เปิดใจ

เก็บทุกเม็ด! โซเชียลแชร์ “กฎเหล็กเจอร์ราร์ด” ที่ลูกทีม แอสตัน วิลลา ต้องทำตาม

ก่อนหน้านี้แฟนบอลอาจจะเคยได้ยินกฎ “ห้ามกินซอสมะเขือเทศ” ของ สตีเวน เจอร์ราร์ด กันมาบ้างแล้ว เนื่องจากต้องการให้ลูกทีมควบคุมในเรื่องของน้ำหนักและสารอาหาร

ล่าสุด ในทวิตเตอร์ก็มีประเด็นความโหดของ เจอร์ราร์ด อีกครั้ง หลังมีภาพใบบอกค่าปรับต่างๆ หากนักเตะ แอสตัน วิลลา ทำผิดวินัย หลุดออกมาในโซเชียล

ซึ่งลิสต์การปรับก็ไล่มาตั้งแต่เรื่องซ้อม ใครมาซ้อมสาย จะถูกปรับ 500 ปอนด์ (22,000 บาท), ลืมอุปกรณ์ของตัวเองไว้ในสนามปรับชิ้นละ 100 ปอนด์ (4,400 บาท), จอดรถไม่เป็นระเบียบ หรือ ผิดกฎจราจร ทั้งในและนอกสนาม ปรับ 100 ปอนด์ (4,400 บาท)

แม้แต่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อย่าง การลืมเค้กวันเกิดให้เพื่อนร่วมทีม หรือ ลืมใส่รองเท้าในห้องอาบน้ำก็ถูกปรับเงินเช่นกัน โดยสาเหตุที่ เจอร์ราร์ด  เพราะกลัวว่านักเตะจะลื่นล้มบาดเจ็บนั่นเอง

ยูเวนตุส สโมสรดังแห่งเวทีกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี กลายเป็นชื่อใหม่สำหรับอีกหนึ่งสโมสรที่แสดงความสนใจ ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกทีมชาติเยอรมันของ เชลซี มาร่วมงานด้วย

หัวหอกวัย 26 ปี มีสัญญากับ เชลซี ถึงกลางปี 2025 อย่างไรก็ตามผลงานไม่เป็นไปตามที่หวังจากการย้ายมาด้วยค่าตัวสูงถึง 53 ล้านยูโร ในปี 2020 โดยเวลานี้ เขายังคงเป็นทางเลือกแรกของทีม นับจากการออกจากทีมไปแล้วของ โรเมลู ลูกากู และทีมยังไม่สามารถปิดดีลกองหน้าคนใหม่เข้ามาทดแทนได้

ยูเวนตุส ภายใต้การคุมทีมของ มักซ์ อัลเลกรี มีความสนใจในตัวเขา เนื่องจากชอบสไตล์การเล่น ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถเข้ากับแผนงานของทีมได้เป็นอย่างดี โดยพวกเขาต้องการยื่นข้อเสนอในแบบยืมตัวให้พิจารณา

เช่นเดียวกับทีมยังคงอยากจะได้ตัว อัลวาโร่ โมราต้า กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง โดยในรายของโมราต้าได้มีการยื่นข้อเสนอจำนวน 20 ล้านยูโรให้กับ แอตเลติโก มาดริด พิจารณาแล้ว แต่ก็ได้รับการปฏิเสธไปแล้ว

การเจรจาในดีลของ แวร์เนอร์ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการเจรจากันระหว่างทั้งสองสโมสร ท่ามกลางสถานการณ์ที่ว่าทั้งสองทีมก็ต้องการแนวรุกใหม่เข้ามาเสริมทีมเช่นเดียวกัน

ตั้งแต่ก่อร่างสร้างฟุตบอล สเปน มักจะถูกเรียกว่าเป็นชาติที่สร้างนักเตะฝีเท้าดีเทคนิคสูงออกมาได้อยู่เสมอ แต่เมื่อถึงทัวร์นาเมนต์ระดับโลก พวกเขากลับถูกเรียกว่า “หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม” อยู่เป็นประจำ เพราะมักจะตกรอบแบบไม่น่าตกและมีฟอร์มแย่แบบไม่น่าให้อภัยในหลาย ๆ ทัวร์นาเมนต์อยู่เสมอ

แต่แล้วจุดเปลี่ยนของฟุตบอลสเปนก็มาถึง พวกเขาก้าวขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดของโลกด้วยวิธีการที่น่าเหลือเชื่อ สดใหม่ และ ไร้เทียมทานมาก ๆ ณ สมัยนั้น พวกเขาเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2010 ด้วยกลุ่มนักเตะตัวเล็กและสไตล์ที่เรียกว่า “Tiki-Taka”

จากหมูสู่ราชา จากปี 1998 ที่ตกรอบแรก สู่ทีมที่คว้าแชมป์โลกในปี 2010 แบบที่โลกต้องซูฮก เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ติดตามได้ที่ Main Stand

World Cup 1998 และ 2010 ความเหมือนที่แตกต่าง

ว่ากันว่าในโลกของฟุตบอลไม่มีแผนการเล่นหรือวิธีการเล่นใดที่การันตีความสำเร็จหรือเป็นแชมป์ได้ 100% … แผนไหนที่คิดว่าดี แผนใดที่คิดว่าเจ๋ง วิธีการใดที่คิดว่าทรงประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 4-4-2, 4-3-3 หรือ 3-5-2 แต่มันขึ้นอยู่กับว่าแผนเหล่านั้นเหมาะกับนักเตะที่มีอยู่ในทีมหรือไม่ต่างหาก

ทีมชาติสเปน เคยถูกขนานนามว่าหมูสนามจริงสิงห์สนามซ้อมมายาวนาน ๆ มากมาย  “Golden Generation” หรือยุคทอง ซึ่งกินเวลายาวนานถึง 4 ปีเต็ม ๆ ที่สเปนเป็นทีมหมายเลข 1 ของโลกและถูกการันตีด้วยถ้วยแชมป์ พวกเขาก็เคยมีช่วงเวลาที่หาตัวเองไม่เจอและไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพวกเขาที่มีทีมที่ยอดเยี่ยมแต่กลับไม่สามารถคว้าแชมป์ใด ๆ ได้เลย นอกจากแชมป์ยุโรปหนเดียวที่เกิดขึ้นในปี 1964

ทุกคนต่างรู้พื้นฐานของฟุตบอลสเปน พวกเขาเต็มไปด้วยนักเตะที่มีทักษะยอดเยี่ยมรอบด้าน โดยเฉพาะทักษะที่เกี่ยวกับการครองบอลและเล่นเกมบุก ซึ่งเป็นการผสมผสานกันของหลายๆ อย่างทั้งการเล่นฟุตบอลกับเท้าที่แม่นยำ การขยับยามไม่มีบอล การเอาตัวรอดในสถานการณ์ 1-1 รวมถึงการหาจังหวะเข้าทำแม้จะโดนปิดพื้นที่จนไม่น่าเข้าไปได้

ทีมชาติสเปนนับตั้งแต่ยุค 1990s เป็นต้นมาก็สะท้อนพื้นฐานของพวกเขาออกมาในการแข่งขันเช่นกัน นักเตะอย่าง ราอูล กอนซาเลซ, กูตี, เฟร์นันโด เอียร์โร่ ตัวแทนจากฝั่ง เรอัล มาดริด และ หลุยส์ เอ็นริเก้, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จากฝั่ง บาร์เซโลน่า ต่างก็เป็นนักเตะที่ภาษาบ้าน ๆ เรียกกันว่า “บอลสมอง” ทั้งนั้น

ทีนี้เราจะมาดูสิ่งที่คล้าย ๆ กันระหว่างสเปนยุคตกต่ำกับยุคทอง …  1998 ซึ่งตกรอบแรก และฟุตบอลโลกปี 2010 ที่พวกเขาเป็นแชมป์ ก่อนจะเริ่มทั้งสองทัวร์นาเมนต์นั้นมีอะไรที่คล้าย ๆ กันบางอย่าง และหนึ่งในนั้นคือพวกเขาไปฟุตบอลโลกด้วยการที่สโมสรจากสเปนครองความยิ่งใหญ่ในยุโรปไม่แตกต่างกัน

ในฤดูกาล 1996-97 ก่อนฟุตบอลโลก 1 ปี บาร์เซโลน่า คว้าแชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ รายการที่เอาแชมป์ฟุตบอลถ้วยของลีกต่าง ๆ ในยุโรปมาแข่งขันกัน ด้วยการใช้นักเตะสเปนเป็นแกนหลังของทีมถึง 8 คนเป็นอย่างน้อย ขณะที่ เรอัล มาดริด ก็คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาล 1997-98 ด้วยการใช้นักเตะสเปนเป็นแกนหลักมากกว่าครึ่งทีม

มันไม่ต่างกันกับฟุตบอลโลกปี 2010 เลยที่ก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด สมบูรณ์แบบถึงขั้นแย่งกันเป็นเบอร์ 1 ของโลก พวกเขาใช้นักเตะสเปนเป็นแกนหลักและสร้างความสำเร็จได้มากมาย

 

46
ข่าวสารล่าสุด